ใช้น้ำหมักต้านการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส อีโบลา

    Share
    avatar
    ลุงหมอ
    ผู้ก่อตั้ง
    ผู้ก่อตั้ง

    จำนวนข้อความ : 6810
    Join date : 20/11/2010

    ใช้น้ำหมักต้านการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส อีโบลา

    ตั้งหัวข้อ  ลุงหมอ on Sat Aug 09, 2014 11:41 pm

    Very Happy Laughing Rolling Eyes  องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่กระจายของ เชื้อไวรัสอีโบลา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลก เพราะยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 1,000 คน ละครับ

     farao Shocked กรรมของสัตว์โลก เพราะยังไม่มียารักษาโดยตรง? พวกชาวหมัก เริ่มผสมทานทุกๆวัน แทนน้ำ จริงจังได้ละครับ ถ้าใข้ ไม่ยอมลด ให้ใช้น้ำหมัก ที่อายุเกิน 1 เดือนขึ้นไป ถ้า3 เดือนไปจะดีครับ เช็ดตัว จนกว่าจะ ใข้ลด นะครับ? กรดเข้มข้น ที่ได้จากการหมัก นายแพทย์ร.พ.ภูมิพลฯ(ขอสงวนนาม)ได้ขอตัวอย่างไป ทดสอบ พิสูจน์แล้ว แอบกระซิบมาว่า" ฆ่าเชื้อโรค ได้ดีกว่า น้ำยาฆ่าเชื้อ ที่หมอใช้อาบ ล้าง ก่อน-หลังการผ่าตัดซะอีก" *-* และเอ็มไซน์ จากการหมัก จะกินไวรัส แบททีเรีย เป็นอาหารดีกด้วย

     affraid  บีบีซีรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค. องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของเชื้ออีโบลาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลก พร้อมระดมสนับสนุนจากนานาชาติ เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ หลังมีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,000 ราย ติดเชื้อกว่า 1,700 คน ตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีนี้?

     Shocked Rolling Eyes affraid โรคไวรัสอีโบลา หรือไข้เลือดออกอีโบลา เป็นโรคของมนุษย์ที่เกิดจากไวรัสอีโบลา ตรงแบบเริ่มมีอาการสองวันถึงสามสัปดาห์หลังสัมผัสไวรัส โดยมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ จากนั้นมีคลื่นไส้ อาเจียนและท้องร่วงร่วมกับการทำหน้าที่ของตับและไตลดลงตามมา เมื่อถึงจุดนี้ บางคนเริ่มมีปัญหาเลือดออก[1]

    บุคคลรับโรคนี้ครั้งแรกเมื่อสัมผัสกับเลือดหรือสารน้ำในร่างกายจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิงหรือค้างคาวผลไม้ เชื่อว่าค้างคาวผลไม้เป็นตัวพาและแพร่โรคโดยไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส เมื่อติดเชื้อแล้ว โรคอาจแพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ที่รอดชีวิตอาจสามารถส่งผ่านโรคทางน้ำอสุจิได้เป็นเวลาเกือบสองเดือน ในการวินิจฉัย ต้องแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออกก่อน เช่น มาลาเรีย อหิวาตกโรคและไข้เลือดออกจากไวรัสอื่น ๆ อาจทดสอบเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัส ดีเอ็นเอของไวรัส หรือตัวไวรัสเองเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

    การป้องกันรวมถึงการลดการระบาดของโรคจากลิงและหมูที่ติดเชื้อสู่คน ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจสอบหาการติดเชื้อในสัตว์เหล่านี้ และฆ่าและจัดการกับซากอย่างเหมาะสมหากพบโรค การปรุงเนื้อสัตว์และสวมเสื้อผ้าป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อจัดการกับเนื้อสัตว์อาจช่วยได้ เช่นเดียวกับสวมเสื้อผ้าป้องกันและล้างมือเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว ตัวอย่างสารน้ำร่างกายจากผู้ป่วยควรจัดการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ[1]

    ไม่มีการรักษาไวรัสอย่างจำเพาะ ความพยายามช่วยเหลือผู้ป่วยมีการบำบัดคืนน้ำ (rehydration therapy) ทางปากหรือหลอดเลือดดำ โรคนี้มีอัตราตายสูงระหว่าง 50% ถึง 90% ของผู้ติดเชื้อไวรัส[1][2] มีการระบุโรคนี้ครั้งแรกในประเทศซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ตรงแบบเกิดในการระบาดในเขตร้อนแอฟริกาใต้สะฮารา ระหว่างปี 2519 ซึ่งมีการระบุโรคครั้งแรก และปี 2555 มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1,000 คนต่อปี[1][3] การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน คือ การระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก พ.ศ. 2557 ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ โดยระบาดในประเทศกินี เซียร์ราลีโอนและไลบีเรีย[4] จนถึงเดือนกรกฎาคม 2557 มีผู้ป่วยยืนยันแล้วกว่า 1,320 คน[4] แม้จะมีความพยายามพัฒนาวัคซีนอยู่ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีวัคซีน เวรกรรม  farao jocolor santa


    แก้ไขล่าสุดโดย ลุงหมอ เมื่อ Fri Oct 17, 2014 2:29 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
    avatar
    ลุงหมอ
    ผู้ก่อตั้ง
    ผู้ก่อตั้ง

    จำนวนข้อความ : 6810
    Join date : 20/11/2010

    Re: ใช้น้ำหมักต้านการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส อีโบลา

    ตั้งหัวข้อ  ลุงหมอ on Mon Aug 11, 2014 12:13 am

    Very Happy Laughing Rolling Eyes  ตัวยาที่ควรหมัก แห้วหมู หรือ NUTGRASS CYPERUS ROTUNDUS LINN. อยู่ในวงศ์ CYPERACEAE พบขึ้นข้างทางทั่วไป มี 2 ชนิดคือ “แห้วหมูเล็ก” (ตามภาพประกอบคอลัมน์) และ “แห้วหมูใหญ่” แตกต่างกันที่ความสูงของต้น และลักษณะดอก สรรพคุณทั้ง 2 ชนิดใกล้เคียงกันมาก สามารถใช้ได้ทั้ง 2 ชนิด สรรพคุณเฉพาะหัว เป็นยาบำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ลดไข้ ลดความดันโลหิต ลดการอักเสบ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียชนิด “ฟัลซิพารัม” ในหลอดทดลอง หัว ใช้ปรุงเป็นยาธาตุดื่มขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง ช่วยย่อยอาหาร

     Rolling Eyes  Shocked  หัวแห้วหมู รากต้นซิงซี่ รากคนทา รากย่านาง รากเท้า-ยายม่อม และ รากมะเดื่อชุมพร จำนวนเท่ากัน บดกินหรือหมักน้ำผึ้ง 3 เดือน ช่วยได้จ้า
     cheers farao santa
    avatar
    ลุงหมอ
    ผู้ก่อตั้ง
    ผู้ก่อตั้ง

    จำนวนข้อความ : 6810
    Join date : 20/11/2010

    Re: ใช้น้ำหมักต้านการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส อีโบลา

    ตั้งหัวข้อ  ลุงหมอ on Mon Aug 11, 2014 12:21 am

    Rolling Eyes Shocked Wink นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า สารสกัดจากโกฐจุฬา พบว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เนื่องจากเดิมต้นโกฐจุฬา มีฤทธิ์ต้านไข้หวัดอยู่แล้ว และเมื่อนำมาสกัดเป็นสารเพื่อนำมาผสมกับน้ำในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ยิ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคดังกล่าวได้ ที่สำคัญป้องกันเชื้อไข้เลือดออกได้ทั้งหมด ทั้งเด็งกี่ 1 เด็งกี่ 2 เด็งกี่ 3 และเด็งกี่ 4 จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกยังไม่มี จึงเป็นอีกวิธีในการป้องกันโรค และยังมีราคาถูก โดยเมื่อสกัดเป็นสารในปริมาณขวดละ 120 ซีซี ตกราคาประมาณ 800 บาท ใช้ได้สำหรับประชาชน 200,000 คน โดยการรับประทานนั้น ทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้ทานทุกปี ปีละครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ในประเทศอินเดียมีการศึกษาและใช้มานานกว่า 10 ปี

     geek  jocolor  เนื่องจากเดิมต้นโกฐจุฬา มีฤทธิ์ต้านไข้หวัดอยู่แล้ว และเมื่อนำมาสกัด หรือหมักน้ำผึ้ง เป็นยาต้านได้เช่นกัน  cheers farao santa 
    avatar
    ลุงหมอ
    ผู้ก่อตั้ง
    ผู้ก่อตั้ง

    จำนวนข้อความ : 6810
    Join date : 20/11/2010

    Re: ใช้น้ำหมักต้านการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส อีโบลา

    ตั้งหัวข้อ  ลุงหมอ on Mon Aug 11, 2014 12:30 am

    Very Happy Laughing Rolling Eyes ขั้นตอนการรักษาโรคไข้เลือดออกด้วยใบมะละกอสด คือ ใช้ใบมะละกอสดพันธุ์ใดก็ได้ประมาณ 50 กรัมจากต้นมะละกอ จากนั้นล้างให้สะอาด และทำการบดให้ละเอียด ไม่ต้องเติมน้ำ กรองเอากากออก ดื่มน้ำใบมะละกอสด แยกกาก วันละ ครึ่งแก้ว หรือ 30 ซีซี ติดต่อกัน 3 วัน วิธีนี้มีการวิจัยมาแล้วว่าไม่เป็นอันตราย”

     farao นพ.สมยศ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังไม่เคยทดลองใช้ใบมะละกอกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก แต่มีงานวิจัยรองรับในหลายประเทศ มีการทดลองในคนไข้แล้วได้ผล เช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีการจดสิทธิบัตรน้ำใบมะละกอในต่างประเทศด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะผู้ป่วยเกล็ดเลือดต่ำจากไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ในกรณีอื่นด้วย

    นพ.สมยศ กล่าวว่า ผู้ป่วยไข้เลือดออก เกล็ดเลือดจะต่ำลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีภาวะเลือดออก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่การดื่มน้ำใบมะละกอวันละ 30 ซีซี. ติดต่อกัน 3 วัน ระดับเกล็ดเลือดที่ต่ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อถามว่า ได้นำเสนอให้ผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบหรือยัง นพ.สมยศ กล่าวว่า ยัง แต่ได้เผยแพร่ใน WWW.ล้างพิษตับ.com เฟซบุ้กส่วนตัว ใส่ชื่อตนและเบอร์โทรศัพท์พร้อมให้ข้อมูลเรื่องนี้เพราะมีการรวบรวมงานวิจัยในเรื่องนี้เอาไว้หลายแห่ง อย่างไรก็ตามเริ่มพูดคุยกับ รพ.บางแห่งแล้ว  cheers  อีก 1 ทางเลือกครับ  santa 
    avatar
    ลุงหมอ
    ผู้ก่อตั้ง
    ผู้ก่อตั้ง

    จำนวนข้อความ : 6810
    Join date : 20/11/2010

    Re: ใช้น้ำหมักต้านการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส อีโบลา

    ตั้งหัวข้อ  ลุงหมอ on Mon Aug 11, 2014 12:43 am

     Very Happy  Rolling Eyes  Shocked  อาการ กุญแจสำคัญ ไข้สูง ตับอักเสบ จุดแดงตามผิวหนัง ชีพจรเต้นเร็ว ความดันตก เกร็ดเลือดต่ำ ไวรัสเต็งกี่

    สรุปสมุนไพรรักษาโรคไข้เลือดออก แนะนำให้หมัก เท่าที่หาได้ครับ

    รางจืด (เถาและใบ)

    หญ้าแห้วหมู (ทั้งห้า)

    บอระเพ็ด (เถาและใบ)

    ขมิ้นอ้อย (เหง้า)

    ฟ้าทะลายโจร (ใบ)

    สะเดา (ใบ)

    รวมโกฏจุฬา และใบมะละกอ

    สมุนไพรรักษาโรคไข้เลือดออก
    รางจืด
    รางจืด เถาดอกม่วง เป็นสมุนไพรที่นำไปเข้าสูตรยาใช้รักษาโรคได้หลายโรค เคยแนะนำไปหลายสูตรแล้ว ส่วนสูตรแก้ไข้เลือดออกมีวิธีง่ายๆคือ เอาใบที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปจำนวน 7 ใบ ตำละเอียดผสมน้ำซาวข้าวเจ้าบีบเอาน้ำให้ผู้เป็นไข้เลือดออกกิน ซึ่งอายุ 1-4 ขวบ กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร อายุ 3-4 ขวบ กินครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ อายุ 5-7 ขวบ กินครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะ อายุ 7-12 ขวบ กิน 4 ช้อนโต๊ะ และอายุ 12 ปีขึ้นไปกินครั้งละครึ่งแก้ว 3 เวลาเหมือนกัน อาการหลังกินวันแรกประมาณครึ่งชั่วโมงตัวยาจะขับพิษไข้เลือดออกเป็นเหงื่อ ตามหน้าผากและหน้าอกจำนวนมาก จากนั้นวันถัดไปอาการจะดีขึ้นหายได้
    หญ้าแห้วหมู

    สมุนไพรพื้นบ้านอย่างแห้วหมู ก็มีฤทธิ์แก้ไข้เลือดออกเบื้องต้นได้นะครับ ลองหามาปลูกไว้ที่ก็ไม่เสียหาย เผื่อมีใครเป็นไข้เลือดออกจะได้ปฐมพยาบาลได้ทันท่วงทีครับ

    บอระเพ็ด

    มีคนบอกว่า ใช้บอระเพ็ด หรือ สะเดา ลดอาการไข้เลือดออก

    สะเดา ทำเป็นยาสำเร็จรูป หาได้ยาก แต่บอระเพ็ด ลูกกลอน หรือ แคปซุล มีผลิต และจำหน่าย

    เดิมผมชอบใช้บอระเพ็ด ลูกกลอนลดไข้ หากคนไข้ยอมทาน ผมพบว่า ผลการรักษา มั่นใจว่า ทุเลา ดีกว่า กิน พาราเซท ซึ่งผลไม่แน่นอน ลูกชายผมเวลาไข้ เขาก็กิน พาราไม่ทุเลานัก ให้กินบอระเพ็ด ทุเลาดี ไข้ทีไร เขากินบอระเพ็ดลูกกลอนเอง

    ต่อมามีคนไข้ ไข้เลือดออก ก็ให้ทานลดไข้ ติดตามอาการพบว่า ทุเลาง่าย เจริญอาหารได้ดีกว่า กินพารา พอใช้บ่อยๆ และ ติดตามผู้ป่วย ก็มั่นใจว่าดี แนะนำคนอื่นกิน เขาก็บอกว่าดี

    เดี๋ยวนี้ หากพบผป.สงสัยไข้เลือดออก หากมีบอระเพ็ด ให้กิน ผมไม่กลัวว่าจะมีอาการรุนแรง

    อาการที่รุนแรง มีการวิจัยว่า สัมพันธ์กับ ระดับ free radical ที่มาก เป็นพิษ ต่อร่างกาย ผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการรั่ว มากขึ้น

    ทีนี้ น่าสนใจว่า อะไร ช่วยต้านทาน free radical

    อาหารไทย สมุนไพร หลายชนิด ที่มีฤทธิ์ anti oxidant ส่วนใหญ่ สมุนไพร จะมีต้านอนุมูลอิสระ มีมาก มีน้อย ไม่เท่ากัน

    บอระเพ็ด มีฤทธิ์ anti oxidant ด้วย ( พาราเซท ไม่มีการอ้างถึง สรรพคุณนี้ )

    หากบอระเพ็ดขนาดเม็ดละ 250 มก .ผมใช้ ขนาด 1 เม็ด ต่อ นน.ตัว 10กก. กิน 3 เวลา ก่อนอาหาร หากนน. 24-25 กก.ผมนิยมปัดขึ้นกิน 3 เม็ด

    ขมิ้นอ้อย

    แก้ไข้เลือดออก

    ฟ้าทะลายโจร

    ก็ตอนเด็กๆเป็นไข้เลือดออก กินแต่ฟ้าทะลายโจร ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องเข้าโรง'บาลเลย รักษาเอง... หายไวด้วย

    รู้สึกว่าวันนี้ลูฟี่จะไม่ค่อยสบาย แม่บอกว่าจะเอาฟ้าทะลายโจรกรอกมัน เดี๋ยวก็หาย  
    cheers farao santa 

      เวลาขณะนี้ Tue Dec 12, 2017 10:42 pm